เถ้าแก่นักประดิษฐ์



25 มกราคม 2549 16:47 น.

 

พวกเขาอาจไม่ได้เป็นนักประดิษฐ์ยิ่งใหญ่อย่าง โทมัส เอดิสัน ผู้ผลิตหลอดไฟฟ้า หรืออเล็กซานเดอร์
เกรแฮม เบลล์ นักประดิษฐ์โทรศัพท์ หรือสองพี่น้องตระกูลไรท์ ที่สร้างเครื่องบินและกลายเป็น
ยานพาหนะช่วยให้มนุษย์เดินทางไปทั่วโลก

ภาพด้านหนึ่ง พวกเขาเป็นเถ้าแก่โรงงาน แต่สมองของพวกเขาเป็นเครื่องจักรที่ประดิษฐ์อุปกรณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด หยาดพิรุณ นุตสถาปนา เปิดตัวเถ้าแก่นักประดิษฐ์

ครื่องจักรกลขนาดมหึมารูปร่างต่างๆ กันถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยราวกับกองทัพหุ่นยนต์ที่ยืนรอการตรวจแถว เครื่องจักรมือสองเหล่านี้มีตั้งแต่เครื่องจักรขึ้นรูปพลาสติกและโลหะ เครื่องหล่ออะลูมิเนียม เครื่องผลิตนอตและสกูร ฯลฯ ต่างยืนยามอยู่ตามจุดต่างๆ บนเนื้อที่ 4 ไร่ ของบริษัท วงศ์ธนาวุฒิ ที่ตั้งอยู่ริมถนนเอกชัย-บางบอน เขตบางขุนเทียน

สินค้ามือสองเหล่านี้เป็นที่ต้องการของบรรดานักธุรกิจทุนน้อยที่เพิ่งก่อร่างสร้างตัว แต่ขาดงบประมาณที่จะสรรหาเครื่องจักรมือหนึ่งราคาแพงมาใช้งาน สถานที่แห่งนี้จึงกลายเป็นแหล่งชุมนุมเถ้าแก่โรงงานน้อยใหญ่ที่พากันมาเลือกซื้อเครื่องจักรมือสองจากญี่ปุ่นไปใช้งาน

เมื่อเถ้าแก่โรงงานจากร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำมาเจอกัน เหมือนนอตมาเจอกับสกูร เหมือนตะปูมาเจอกับค้อน บางคนทำโรงงานหล่อเหล็ก บางคนมีโรงงานทำนอต บางคนทำโรงงานจักรยาน โรงงานพลาสติก โรงงานฉีดอะลูมิเนียม โรงกลึง และอื่นๆ อีกสารพัดที่ต้องใช้เครื่องจักรมาช่วยในกระบวนการผลิต วันหนึ่ง ใครสักคนก็เสนอไอเดียที่ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นเอกฉันท์แล้วก่อกำเนิดเป็น 'ชมรมนักพัฒนาอุตสาหกรรมไทย' (www.thailegs.com) ขึ้นมา

และนี่คือจุดกำเนิดของสิ่งประดิษฐ์แปลกๆ ที่นักประดิษฐ์ไม่เคยคิดถึง ไม่ว่าจะเป็นขาเทียมแบบกางเกงสำเร็จรูป เตียงผ่าตัดช้าง หรือแม้แต่ชุดลากปลาวาฬ

"การรวมกลุ่มในครั้งแรกเป็นไปในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัยเชิงธุรกิจกันมากกว่า เพราะเถ้าแก่แต่ละโรงงานต่างก็มีธุรกิจที่แตกต่างกันออกไป" 'วุฒิวงศ์ โต๊ะทอง' เจ้าของบริษัท วงศ์ธนาวุฒิ จำกัด และเป็นหัวเรือใหญ่ในการรวมพล เล่าปฐมบท "มีอยู่วันหนึ่ง พวกเรานัดกันไปเยี่ยมชมโครงการส่วนพระองค์ พระตำหนักสวนจิตรลดา ที่มีโครงงานสาธิตต่างๆ มากมาย พบว่าเครื่องจักรหลายตัวชำรุดใช้งานไม่ได้ ด้วยความที่แต่ละคนมีความชำนาญด้านเครื่องจักรเครื่องกลอยู่แล้ว จึงอาสาตัวซ่อมแซมอะไหล่เครื่องจักรที่เสียหาย รวมทั้งสร้างเครื่องมือต่างๆ ถวาย"

เครื่องไม้เครื่องมืออย่างเช่น เครื่องบดเห็ดหลินจือ เครื่องตัดกระป๋อง สกูรอัดแกลบ เครื่องทำกระดาษสา เครื่องตีเกลียวเชือก เครื่องบดปุ๋ยหมัก และปั๊มน้ำ ผลงานนักประดิษฐ์สมัครเล่นแต่ทำจริงกลุ่มนี้จึงถูกพัฒนาขึ้นมา จนกระทั่งได้มีโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สร้างความยินดีอย่างหาที่สุดมิได้

"สิ่งนี้ถือเป็นการสร้างฐานที่แน่นหนาให้กับเรา ทุกคนที่ทำได้เข้าเฝ้า มีความปลื้มใจและภาคภูมิใจอย่างที่สุด และทุกครั้งที่มีโอกาสได้เข้าไปเยี่ยมโครงการส่วนพระองค์ พวกเรายังได้เห็นว่าของทุกชิ้นที่ทำถวายนั้นยังถูกใช้งานอยู่ เป็นความสุขใจอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ" วุฒิวงศ์ ซึ่งพ่วงตำแหน่งประธานชมรมพูดด้วยรอยยิ้ม

ต่อมา สมาชิกในชมรมก็เริ่มคิดกันว่าน่าจะหันมาช่วยสังคมภายนอกบ้าง และในปี 2540 ไม้เท้าคลำทางและอุปกรณ์ทำหนังสืออักษรเบรลล์สำหรับคนตาบอดก็ได้รับการพัฒนาขึ้นมา โดยที่ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นที่นำมาประกอบเป็นชิ้นงานทั้งสอง ล้วนได้มาจากโรงงานของสมาชิกทั้งสิ้น

หลังจากผ่านการระดมสมองกันว่า ใครสามารถช่วยตรงไหนได้บ้าง ไม่กี่วันต้นแบบไม้เท้าและอักษรเบรลล์ก็เสร็จสมบูรณ์ จากวันนั้นมาถึงวันนี้ ชมรมแจกอุปกรณ์ทั้งสองชิ้นให้แก่ผู้พิการตาบอดทั่วประเทศไปแล้ว 7,000 ชุด แต่สิ่งไหนก็คงไม่ประทับใจเท่ากับการที่ได้เห็นรอยยิ้มของบรรดาเด็กตาบอดที่รับอุปกรณ์ทำอักษรเบรลล์ไปแล้ว ต่างลูบคลำไม่ยอมวางให้ห่างตัว

เมื่อก้าวที่สองผ่านไปด้วยดี แนวความคิดที่จะสร้าง "ขาเทียม" ก็เกิดขึ้นตามมา วุฒิวงศ์บอกว่า ฝังใจกับรอยยิ้มของเด็กพิการขาที่มีโอกาสได้ใส่ขาเทียมขององค์กรการกุศลแห่งหนึ่งผ่านรายการโทรทัศน์ในญี่ปุ่น "รอยยิ้มนั้นฝังใจมาก เลยขอให้เพื่อนชาวญี่ปุ่นที่ติดต่อธุรกิจซื้อขายเครื่องจักรมือสองกันอยู่ พาไปดูสถานที่ทำขาเทียมหน่อย พอได้เห็นก็ตัดสินใจซื้อกลับมาเลยสองขา ตั้งใจว่าต้องทำให้ได้ และจะต้องทำถวายในหลวงในวโรกาสทรงมีพระชนมายุ 72 พรรษา (2541) ให้ได้ด้วย"

ขาเทียมสัญชาติไทย

แต่การสร้างขาเทียมอาจไม่ง่ายเหมือนไม้เท้าคลำทางและอุปกรณ์สร้างอักษรเบรลล์ เพราะขาเทียมมีชิ้นส่วนแยกย่อยหลายชิ้น และที่สำคัญสมาชิกแต่ละคนของชมรมก็ไม่ได้เป็นหมอ ไม่ได้เป็นนักประดิษฐ์ หรือมีความอัจฉริยะติดตัวมาตั้งแต่เกิดแต่อย่างใด มีเพียงความชำนาญด้านช่างติดตัวกันมาเท่านั้นเอง

"หลังจากเข้าที่ประชุมชมรมในตอนแรกหลายคนไม่เห็นด้วย เพราะไม่เคยทำมาก่อน แต่ด้วยความตั้งใจของเราที่จะทำให้ได้ เพื่อนสมาชิกก็เลยตกลงใจช่วยกันทำ ใช้เวลาลองผิดลองถูกกันนานพอสมควร เพราะเราไม่มีความรู้ทางด้านนี้เลย อาศัยเรียนรู้จากต้นแบบที่ได้มาจากญี่ปุ่น และดัดแปลงวัสดุและเครื่องมือที่แต่ละคนมีให้เกิดประโยชน์

อย่างตัวรองข้อเข่าลดแรงกระแทกของข้อต่อขาเทียมก็ดัดแปลงมาจากสปริงรถจักรยานยนต์ บางคนมีโรงงานทำพลาสติก ทำอะลูมิเนียม ก็ช่วยเรื่องวัตถุดิบ หรือบางคนทำนอตทำสกูร ก็อาศัยโทรไปบอกได้เลยว่าจะเอาเท่าไร เดี๋ยวเขาจัดมาให้ อย่างแม่พิมพ์ขาเทียมจริงๆ ต้องทำสองสามเดือนถึงจะเสร็จ แต่ชมรมช่วยกันทำเจ็ดวัน ทำพิมพ์ได้ยี่สิบกว่าขา คิดเป็นเงินล้านสองล้านได้ แต่ไม่มีใครเรียกเงินสักบาท" ประธานชมรมเล่า

ผ่านไปได้ 9 เดือนในที่สุดขาเทียม ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ขาเทียมใต้เข่า ขาเทียมข้อเท้า ขาเทียมฝ่าเท้า ขาเทียมเสมอเข่า ขาเทียมเหนือเข่า ขาเทียมเหนือเข่า 2 ข้าง และขาเทียมสะโพก ก็ออกมาเสร็จสมบูรณ์ ที่สำคัญเมื่อประกอบใส่ขาไปแล้ว ผู้พิการสามารถนั่งพับเพียบและไขว่ห้างได้ด้วย วุฒิวงศ์ยังบอกด้วยว่า ขาเทียมเหนือเข่าที่พวกเขาสร้างขึ้นมานั้น ถือได้ว่าเป็นขาเทียมเหนือเข่าชิ้นแรกของคนไทย เพราะการผลิตขาเทียมที่มีอยู่ในบ้านเรานั้น จะทำได้แต่ขาเทียมใต้เข่า เหนือเข่าไม่ค่อยนิยมทำกัน เนื่องจากมีราคาแพง

"แค่แบบงอเข่าได้อย่างเดียว ก็ราคา 35,000 บาทแล้ว ยิ่งเป็นแบบพับเพียบไขว่ห้างได้แล้ว เมืองนอกขาย 78,000 บาทเลยทีเดียว จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมคนพิการขาโดยเฉพาะเหนือเข่าจึงมีโอกาสน้อยมากที่จะได้เป็นเจ้าของขาเทียม"

ความโดดเด่นอีกอย่างของขาเทียมสัญชาติไทยชุดนี้ น่าจะอยู่ตรงที่อุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้ประกอบขาเทียมของพวกเขา มีเพียงสว่าน 1 ตัว กับคัตเตอร์อีก 1 เล่ม เหมือนกับกางเกงสำเร็จรูปที่ขาขาดตรงไหนก็มาวัด จะเอาขนาดไหน เอวเท่าไร ยาวเท่าไร ก็สามารถแก้ไขได้เลย

"จำได้ว่าวันนั้น (5 ธันวาคม 2541) เราพากันขนขาเทียมและขึ้นรถบัสไปเพชรบุรี จากความร่วมมือของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดให้ช่วยมาทำขาเทียมถวายในหลวงในวโรกาสทรงมีพระชนมายุ 72 พรรษา ก็คิดกันว่าจะต้องทำให้ได้สัก 50 ขา แต่พอเอาเข้าจริงๆ ทำทั้งวันได้ขาเดียว อาจเพราะเรายังไม่มีประสบการณ์พอ" นักประดิษฐ์กล่าว

"จากวันนั้น ทีมงานก็พยายามพัฒนาวิธีการเรื่อยๆ จนในที่สุดก็สามารถต่อขาเทียมเสร็จได้ภายในเวลา 4 ชั่วโมง สำหรับขาขาดใต้เข่า เหนือเข่าก็ประมาณ 6 ชั่วโมง ประมาณว่ามาเช้าก็ใส่กลับเย็นได้เลย ตอนนี้แจกจ่ายไปยังคนพิการทั่วประเทศแล้วประมาณ 500 คนได้" ประธานชมรมยิ้มกว้างก่อนจะกล่าวต่อว่า ขาเทียมของพวกเขาเป็นขาเทียมพันธุ์ไทยแท้ 100% เพราะวัสดุอุปกรณ์ทุกชิ้นเป็นของไทยทั้งหมด มาจากโรงงานของสมาชิกแต่ละคนทั้งสิ้น แยกย้ายกันไปทำ ไม่ต้องเสียเงินสักบาท อย่างข้อเข่าที่ใช้อยู่หากจะให้คิดต้นทุนจริงๆ ก็แค่ 60 บาท แต่ถ้าไปซื้อข้างนอกราคาหลายพันบาทเลยทีเดียว

นอกจากได้ช่วยเหลือคนไทยด้วยกันแล้ว ชมรมยังมีโอกาสได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ที่มีให้กับประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นพม่า ศรีลังกา กัมพูชา ลาว และเนปาล แม้ว่าแต่ละประเทศจะมีประสบการณ์ด้านการทำขาเทียมมาแล้ว แต่การมาเรียนรู้กับทางชมรมถือเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ เพราะจากขั้นตอนยุ่งยากในการทำขาเทียม พวกเขาสามารถเรียนรู้ทักษะและวิธีการง่ายๆ ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นความรู้มาจากคนโรงงานที่ไม่ได้มีพื้นฐานเชิงการแพทย์ใดๆ มาก่อน

เตียงช้าง-กว้านปลาวาฬ

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของขาเทียมไม่ใช่สิ่งสุดท้าย ระหว่างที่ขาเทียมกำลังดำเนินอยู่ เขาก็คิดสร้างรถขยะแนวใหม่ ที่เน้นสร้างพฤติกรรมใหม่ในการทิ้งขยะ ด้วยการแยกขยะตั้งแต่ต้น เพื่อให้สะดวกต่อการแยกส่วนไปรีไซเคิล ไปบดทำลาย และสามารถผันแปรมาเป็นตัวเงินได้อีกด้วย ตามมาด้วย "เตียงผ่าตัดช้าง" และ "ชุดลากปลาวาฬ" สิ่งประดิษฐ์แนวแปลกที่หากไม่ฟังที่มาที่ไปแล้ว ก็จะไม่มีทางรู้ได้เลยว่า พวกเขาสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาทำไม..?

"ตอนแรกเราได้รับการร้องขอจากสัตวแพทย์โรงพยาบาลสัตว์กำแพงแสนให้ไปช่วยทำขาเทียมให้ช้างโดนกับระเบิดหน่อย พอไปถึงก็เห็นว่าช้างเวลาได้รับบาดเจ็บ ไม่ว่าจะโดนซุงทับ หรือโดนระเบิดมา พอหมอจะเข้าไปรักษา ล้างแผล หรือผ่าตัด ด้วยความที่เขาเจ็บนะ เขาก็ไม่ยอม ฟาดหางฟาดงวง เล่นเอาหมอกระเด็นไปก็มี เลยเกิดไอเดียขึ้นมาว่า น่าจะสร้างเตียงผ่าตัดช้างกันดีกว่า จะได้ช่วยทั้งช้าง ช่วยทั้งหมอไปพร้อมๆ กัน"

"เตียงผ่าตัดช้าง" เป็นโครงสร้างเหล็กที่สามารถแยกส่วนเป็นชิ้นๆ ในลักษณะน็อคดาวน์ได้ แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ฐานเตียงและพื้นเตียงที่มีขนาด 3.5x4.5 เมตร สามารถเอียงได้ตั้งแต่ 15-180 องศา มีเฟืองและเกียร์ทดเป็นตัวเชื่อมระหว่างฐานเตียงและพื้นเตียง ทำให้สามารถมือหมุนหรือไฟฟ้าปรับระดับการเอียงได้เพียงคนๆ เดียว

'จุง แซ่อื้อ' ผู้จัดการบริษัท อื้อซัน โอเวอร์ซี จำกัด ธุรกิจค้าเครื่องจักรมือสอง และเป็นอุปนายกของชมรม บอกเล่าจุดเด่นของเตียงผ่าตัดช้างให้ฟังว่า สามารถถอดประกอบและเคลื่อนย้ายได้อย่างสะดวก แม้จะเป็นเหล็กที่มีน้ำหนักมากถึง 6 ตันก็ตาม ที่สำคัญสามารถใช้แรงคนหมุนปรับระดับได้ ทำให้เหมาะกับสถานที่ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็สามารถปรับความลาดเอียงได้ตามต้องการแล้ว

"นอกจากช้างแล้ว สัตว์ใหญ่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นยีราฟ หรือแรด ก็สามารถใช้เตียงนี้ได้เช่นกัน หรือจะใช้ช่วยช้างคลอดลูกก็ได้ เพราะช้างเวลาคลอดลูกแต่ละทีต้องยืนนาน 8-9 ชั่วโมง พอคลอดลูกออกมาแล้ว ขาก็อ่อนแรงเผลอมาเหยียบลูกตายก็มี แต่ถ้าใช้เตียงนี้ช่วยยึด หมอก็จะได้ช่วยผ่า ช่วยดึงลูกได้โดยไม่ต้องกลัวว่าช้างจะมาทับ หรือจะหมุนให้นอนในท่าที่จะทำการรักษาหรือผ่าตัดก็ทำได้อย่างสะดวก เมื่อรักษาเสร็จแล้ว ก็หมุนกลับมามาอยู่ในลักษณะท่ายืนได้อย่างง่ายดาย"

เมื่อถามว่าใช้เวลาทำนานแค่ไหน ทั้งสองให้คำตอบแทบจะพร้อมกันว่า "สามเดือนเท่านั้น" และขณะนี้เสร็จสมบูรณ์แล้วถึงสองเตียง เตรียมถวายในหลวงในปีนี้ ซึ่งเป็นปีมหาฤกษ์ที่พระองค์ทรงครองราชย์ครบ 60 พรรษา

"เราทำตรงนี้ด้วยความตั้งใจจะถวายในหลวงทั้งลิขสิทธิ์ และของจริงด้วย เป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณท่าน ไม่ได้แค่ช่วยช้างในประเทศไทย แต่ถ้าเราได้เสริมพระบารมีของท่านให้แผ่กระจายไปทั่วโลก ช้างอินเดีย ช้างแอฟริกาป่วย ก็สามารถสร้างเตียงส่งไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก เหมือนเป็นของพระราชทานจากพระเจ้าอยู่หัวของเรา" วุฒิวงศ์ กล่าว

หลังจากทำเตียงสำหรับสัตว์บกที่ใหญ่ที่สุดในโลกสำเร็จแล้ว ความคิดที่จะสร้างอุปกรณ์ช่วยสัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างปลาวาฬก็เกิดขึ้นมา และพัฒนามาเป็น "ชุดลากปลาวาฬ" ที่พร้อมใช้งานแล้ว ณ วันนี้

ประธานชมรมบอกว่าปัญหาที่หลายประเทศไม่สามารถช่วยปลาวาฬได้ทัน ก็เพราะพวกเขาไม่มีเครื่องมือช่วยยกปลาวาฬ จะใช้แรงคนก็ไม่ไหว จะใช้รถหรือเรือก็ไม่ได้ แต่ด้วยอุปกรณ์ที่ชมรมพัฒนาขึ้นมา การช่วยชีวิตปลาวาฬจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ชุดลากปลาวาฬได้ดึงเอาแรงลมมาใช้ประโยชน์ เหมือนกับการใช้กระบอกลมยกของ โดยทีมงานได้สร้างฝาครอบอะลูมิเนียมเป็นแบบรูปกะละมัง ภายในบรรจุยางในรถยนต์ ให้บางที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อความสะดวกในการสอดใส่เข้าไปใต้ตัวปลา น้ำหนักประมาณ 40 กิโลกรัม สำหรับใช้รองรับน้ำหนักปลาที่มาเกยตื้น

โดยแยกสอดใส่ให้ทั่วตัวปลา แล้วปล่อยลมเข้าไป ยางในรถยนต์ก็จะพองตัวและยกตัวปลาให้ลอยขึ้น หลังจากนั้นก็สอดเครื่องลากปลาที่เหมือนขาสกีอีกชุดใส่เข้าไป ตามจุดที่รับน้ำหนักเพียงพอ แล้วจึงช่วยกันลากด้วยแรงคนหรือเรือชายฝั่ง เพื่อให้ปลาลงกลับสู่ทะเลและมีชีวิตใหม่อีกครั้ง

ความสุขอยู่ที่ 'ใจ'

จุงบอกว่าชิ้นงานแต่ละชิ้นล้วนสร้างความสุขใจให้กับทุกคนที่มีส่วนร่วม เหมือนเป็นการสร้างกุศลร่วมกัน ตลอดระยะเวลาที่ร่วมงานกันนับสิบปี แต่ละคนช่วยกันสุดตัวชนิดที่ว่างานอื่นหยุด งานกุศลต้องมาก่อน

"มันเป็นการซื้อใจกันมากกว่านะที่ทุกคนสามารถรวมตัวกันได้อย่างนี้ อย่างผมได้มีโอกาสมารู้จักกับพี่วุฒิวงศ์ เพราะต้องมาซื้อเครื่องจักรจากเขา เราเป็นโรงงาน และพี่เขาเป็นคนใจดี คุยง่าย บางทีเราบอกว่าตังค์ไม่พอ ขอเครื่องไปทำก่อน เขาก็ให้ ทุกคนเห็นว่าเขามีความดี ช่วยหลือเรา ก็เลยเต็มใจที่จะมาช่วย" จุง เล่าความในใจ

เมื่อถามถึงตัวเงินที่ชมรมใช้จ่ายไปตลอดระยะเวลา 10 ปีที่สร้างสรรค์ชิ้นงานเหล่านี้ วุฒิวงศ์เงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะตอบว่า "น่าจะเกินสิบล้านได้แล้วมั้ง แต่เราไม่เคยคิดตรงนั้น อย่างว่านักประดิษฐ์ข้างถนนอย่างเรา ไม่มีใครมองเห็นหรอก เรารู้ตัวเรา สิ่งไหนทำแล้วเป็นประโยชน์ พวกเราก็สุขใจแล้ว"

"ที่สำคัญการทำธุรกิจเมื่อเรามีพอเพียงแล้ว พอกินพอใช้ ไม่เดือดร้อน สติปัญญาที่มี เงินที่เก็บไว้ ความรู้และคนรอบตัวที่เต็มใจช่วยอย่างบริสุทธิ์ใจก็พร้อมจะช่วยสังคมได้อย่างเต็มที่ อย่างคนงานบางคนความรู้แค่ป.4 ก็ยังเต็มใจช่วย บางโรงงานเลิกงานห้าโมง ก็ให้ลูกน้องทำต่อให้โอที แต่ลูกน้องบางคนก็ไม่เอาค่าแรง บอกว่าอยากทำบุญด้วย"

"ถามว่าสิ่งที่ผมอยากได้ที่สุดตอนนี้ที่สุดคืออะไร ตอบได้เลยว่า อยากให้สิ่งที่เราทำและคิดมานี้ เกิดประโยชน์ต่อสังคม และมนุษย์ทุกคนอย่างยั่งยืน เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว" วุฒิวงศ์ทิ้งท้าย

ข่าวจาก นสพ.กรุงเทพธุรกิจ

[ หน้าแรก ] [ ชมรม ]


ชมรมนักพัฒนาอุตสาหกรรมไทย
110/108 ถ.เอกชัย-บางบอน เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ 10150
โทร. 899-6372-5, 4160308-9