รอยยิ้มแท้บนขาเทียม เทคโนโลยีเพื่อความเสมอภาค

ขาเทียมสำหรับคนพิการขาขาด ไม่ใช่เรื่องไกลเกินการไขว่คว้าอีกต่อไป เมื่อวันนี้ มีการสร้างสรรค์ขาเทียม ราคาไม่แพงขึ้น สากล เจรจา นำไปพบกับ เรื่องราว ของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมุ่งมั่นทำงาน ผลิตขาเทียม ลองผิดลองถูกมานาน จนประสบความสำเร็จ พวกเขามีเป้าหมาย ปลายทางเดียวกัน นั่นคือ เพื่อประโยชน์ ของคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

วันแล้ววันเล่า รอยยิ้มที่มีความสุขของทุกคน คือ ชีวิตที่มีความหมาย มีคุณค่า และสร้างสรรค์จรรโลงโลกให้รื่นรมย์น่าอยู่ แต่มาทุกวันนี้จะมีสักกี่คนที่มีรอยยิ้มเช่นนั้น ยิ่งคนที่ชะตากรรมกำหนดให้อวัยวะที่เคยมีอยู่ขาดหายไป อย่างเช่น ขาที่เคยพาเขาเดินทางไปไหนต่อไป เมื่อขาดไปแล้ว วันแห่งรอยยิ้มอิ่มใจ คงลางเลือนสิ้นหวัง

แม้ชีวิตของคนบางคนจะเหมือนนิยาย และโลกของคนพิการขาขาดมิอาจเดินได้ แต่ผู้ชายคนหนึ่ง กับเพื่อนๆ อีกหลายคนได้จุดประกายรอยยิ้มให้พวกเขาสามารถลุกขึ้นยืน และก้าวเดินเพื่อต่อสู้ชีวิตอย่างมีความหมาย ด้วยหัวใจและรอยเท้าก้าวใหม่ หลังจากขาที่ธรรมชาติให้ขาดหายไปนาน ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ถึง 75%

ขาเทียมนี้...ทุกคนมีสิทธิ

วันที่ฟ้าสดใส ทำให้เห็นใบหน้าและรอยยิ้มของผู้ชายคนหนึ่งอย่างชัดเจน วุฒิวงศ์ โต๊ะทอง ประธานชมรมนักพัฒนาอุตสาหกรรมไทย วันนั้นเขาเตรียมตัวพร้อมที่จะทำขาเทียม เพื่อแจกให้กับคนขาพิการโดยไม่คิดเงิน ด้วยชุดผ้ากันเปื้อนลายสก็อต และมีคนพิการ 3 รายมานั่งรอรับขาเทียมตามที่นัดหมายไว้ บางคนมาไกลจากจังหวัดนครศรีธรรมราช บางคนตื่นเต้นที่จะได้ขาเทียมเหมือนฝัน นัดไว้ 9 โมงเช้า 7 โมงครึ่งก็มาถึงแล้ว

ห.จ.ก.วงศ์ธนาวุฒิ ย่านบางบอน มีเครื่องจักรอุตสาหกรรมมากมาย แต่ทุกวันพุธ หน้าป้ายที่เขียนว่า ชมรมนักพัฒนาอุตสาหกรรมไทย ทุกคนต่างสละเวลาจากธุรกิจส่วนตัว มาทำประโยชน์เพื่อสังคม ด้วยการเติมเต็มชีวิตให้แก่เพื่อนมนุษย์ ร่วมมือกันผลิตขาเทียม ซึ่งเป็นขาเทียมตั้งแต่ใต้เข่า ขาเทียมข้อเท้า ขาเทียมฝ่าเท้า ขาเทียมเสมอเข่า ขาเทียมเหนือเข่า ขาเทียมเหนือเข่า 2 ข้าง ขาเทียมสะโพก ไม่เพียงแต่เท่านั้นขาเทียมเหล่านี้ยังสามารถพับเพียบได้ ไขว่ห้างได้อีกด้วย

ที่ผ่านมา การผลิตขาเทียมที่มีอยู่ในประเทศไทยนั้น ทำขาเทียมได้แต่ใต้เข่า เหนือเข่าไม่ค่อยนิยมทำกัน เนื่องจากมีราคาแพง เมื่อแพงแล้วโอกาสของคนที่ขาขาดเหนือเข่า ในร้อยคนจะมีโอกาสได้ใส่สักหนึ่งคน เนื่องจากไม่มีงบประมาณไปซื้อ ยิ่งคนที่มีฐานะยากจนก็ยิ่งไม่มีโอกาส ส่วนคนที่รวยๆ ก็ไปซื้อของนอกมาใส่ อันที่งอๆ ธรรมดา ราคาก็ 35,000 บาท ถ้าพับเพียบได้ ไขว่ห้างได้ ของเมืองนอกขาย 78,000 บาท

การประดิษฐ์ขาเทียมของชมรมนักพัฒนาอุตสาหกรรมไทย มีหลักการและแนวคิดที่ต้องการให้ประชาชนชาวไทยที่ขาขาดได้ใช้โดยทั่วถึง จึงมีความคิดที่จะประดิษฐ์ในลักษณะอุตสาหกรรม ต้องมีคุณภาพที่ดี แข็งแรง สวยงาม สามารถผลิตได้ง่าย รวดเร็ว อีกทั้งต้องติดตั้งได้ง่ายๆ ใครๆ ก็สามารถประกอบได้ และสิ่งสำคัญ ต้องมีราคาไม่แพง เหมือนกางเกงสำเร็จรูปที่สามารถสวมใส่ได้ทันที

"จากแนวคิดเหล่านี้ เราได้พยายามประดิษฐ์ และคิดค้นเป็นเวลาถึง 9 เดือน จึงได้ขาเทียมของคนไทยที่มีพร้อมทุกอย่างตามความตั้งใจที่เราได้คิดไว้ มันเป็นขาเทียมเหนือเข่าอันแรกของคนไทย และมันก็เป็นขาเทียมที่เป็นระบบใหม่ของโลกการทำขาเทียม ชมรมคาดว่าจะสามารถทำสถิติประกอบขาเทียมทั้งชุดให้เสร็จภายในเวลาที่สั้นที่สุด" วุฒิวงศ์ ประธานชมรมกล่าว

นอกจากทำขาเทียมได้หลายประเภทแล้ว ชมรมนักพัฒนาอุตสาหกรรมไทย ยังสร้างชิ้นส่วนขาเทียมทุกชิ้น สร้างเครื่องมือทุกเครื่อง จดสิทธิบัตรภูมิปัญญาไทย แล้วแจกจ่ายให้คนพิการขาขาดโดยไม่คิดมูลค่าใดๆ

กว่าจะเป็นขาเทียม ภูมิปัญญาไทย

ด้วยจุดประสงค์ที่ต้องการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เช่นเดียวกัน จึงทำให้เกิดการรวมตัวกันเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2539 ประกอบด้วย เพื่อนๆ ที่ทำโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนหนึ่ง ก่อตั้ง 'ชมรมนักพัฒนาอุตสาหกรรม' (Thai Industrialist Development Forum) ซึ่งมีสมาชิกจาก 103 โรงงาน ประกอบกิจการต่างๆ กัน เช่น โรงงานจักรยาน สร้างเครื่องจักร หล่อเหล็ก ทำนอต และสกรู ทำพลาสติก ฉีดอะลูมิเนียม โรงกลึง โรงงานยาง และอื่นๆ

การรวมตัวครั้งนี้ ทุกคนต่างช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ทำธุรกิจร่วมกัน นำสินค้าออกแสดง ณ ต่างประเทศ เยี่ยมชมโรงงานในต่างประเทศ ฯลฯ ซึ่งก่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีต่อกัน จากความสนิทสนมและเป็นผู้ที่มีจิตใจเสียสละในกลุ่มของสมาชิกชมรม จึงร่วมกันทำงานเป็นประโยชน์ต่อสังคม

ปี พ.ศ.2539 สร้างเครื่องจักร จำนวน 13 เครื่อง ถวายโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เป็นเครื่องบดเห็ดหลินจือ เครื่องตัดกระป๋อง สกรูอัดแกลบ และปั๊มน้ำ ปี พ.ศ.2540 สร้างเครื่องจักรถวายโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา อีกจำนวน 14 เครื่อง เป็นเครื่องทำกระดาษสา เครื่องตีเกลียวเชือก เครื่องบดปุ๋ยหมัก และปั๊มน้ำ

จากความดีนี้เอง ทางสำนักพระราชวังจึงเชิญชมรมให้เป็นที่ปรึกษาโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ในด้านการพัฒนาเครื่องมือด้านอุตสาหกรรม สมาชิกในชมรมต่างเห็นตรงกันที่จะช่วยเหลือสังคมที่จะทำได้ ตามกำลังเท่าที่มี "จากการที่ผมได้ดูข่าว ASAHI ในประเทศญี่ปุ่น เรื่องการทำขาเทียมของมูลนิธิสมเด็จย่า ให้แก่คนในจังหวัดภาคอีสาน ภาพที่ผมเห็นวันนั้น เป็นภาพของคนขาขาด เดินมาใส่ขาเทียม ทุกคนยิ้มอย่างมีความสุข ที่สามารถเดินได้ด้วยขาของตนเอง ความรู้สึกสงสาร และอยากจะช่วยเหลือคนเหล่านั้นจึงเกิดขึ้นมาในความคิดของผมทันที ผมคิดว่า เราเป็นโรงงานอุตสาหกรรม เป็นนักสร้าง เป็นนักประดิษฐ์ คงจะช่วยเหลือคนเหล่านี้ได้อย่างมาก ผมจึงขอให้เพื่อนชาวญี่ปุ่นพาไปดูการทำขาเทียมในประเทศญี่ปุ่น และขอความรู้เบื้องต้นเพื่อเป็นการศึกษา" ประธานชมรม กล่าว

หลังจากนั้น วุฒิวงศ์ ก็ได้แบกขาเทียมเก่าๆ มา 2 ขา จากคนที่เสียชีวิตแล้วกลับมาด้วย เมื่อกลับมาเมืองไทย จึงได้เสนอเรื่องนี้ต่อที่ประชุมของชมรมเพื่อปรึกษา และขอความเห็นชอบในโครงการช่วยเหลือสังคมครั้งนี้ ซึ่งทุกคนต่างเห็นชอบ แต่การทำขาเทียมก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับพวกเขา

"ตอนแรกทุกคนก็ส่ายหน้า เพราะว่าการทำขาเทียมมันยาก และไม่ใช่สาขาของเรา มันเป็นสาขาของแพทย์เขา เราไม่มีพื้นฐานความรู้ ไม่ใช่เอาไปใส่ขาเขาซึ่งหักอยู่แล้วข้างหนึ่ง ดีไม่ดีหักอีกข้างจะทำยังไง ผมไปโรงงานทำบูธรถยนต์ อันนี้น่าจะเป็นข้อขาข้อเข่าได้ ขับรถไปอีกโรงงานหนึ่งทำโช้ค เพราะคิดว่าขาเทียมน่าจะมีโช้คให้มันเด้งๆ นิ่มๆ แล้วก็ไปซื้อแกนอะลูมิเนียมแถววงเวียน 22 เราเป็นพ่อค้าขายเครื่องจักร ตัวเองไม่ใช่ช่าง ก็ยังอยากจะทำขาเทียม เพราะตั้งใจอยากทำถวายในหลวง"

ทำขาเทียมเพื่อถวายในหลวง นับเป็นจุดประกายอันแรงกล้า สมาชิกชมรมจึงมาช่วยกันทำ ช่วยกันระดมความคิด ช่วยกันวิจารณ์ ปรากฏว่า 24 วันแรกสามารถประกอบเสร็จเป็นรูปร่างของขา จากนั้นเอางานไปติดต่อที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เพื่อขอทดลองใช้กับคนไข้ ใส่แล้วปรากฏว่าเดินได้ พับเพียบได้ ไขว่ห้างได้ โดยที่ทางชมรมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าขาเทียมในเมืองไทยที่ทำอยู่เป็นอย่างไร

"เราทำขาเทียมกันแบบตาบอดคลำช้าง ทำกันก็ยังเถียงกันเลย ต้องทำให้พับเพียบได้นะ เราก็ไม่รู้ว่าขาเทียมของเราทำได้ถึงขั้นสุดยอด เพราะว่าในบ้านเราทำขาเทียมได้แต่ใต้เข่า แต่ขาเทียมชิ้นแรกก็ต้องนำกลับมาปรับเปลี่ยนแก้ไขอีกหลายอย่างเพื่อให้เหมือนธรรมชาติ แก้ไขจนพัฒนาขึ้นดีกว่าเดิม แล้วก็โทรหาโรงพยาบาลอีกว่าขอทดลองใหม่ และใกล้จะถึงวันที่ 5 ธันวาคมแล้วด้วย"

อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีปัญหากับงานทดลองชิ้นแรก เมื่อทางโรงพยาบาลถามว่าขาเทียมชิ้นนี้จะเป็นสิทธิบัตรของใคร ทั้งที่ชมรมเป็นคนคิด คนทำทุกอย่าง เพียงแต่มาขอสถานที่ทดลอง ทำให้โรงพยาบาลไม่ค่อยยินดีเท่าไหร่นัก คนที่ลองใส่ขาเทียมครั้งแรก ตามไปถึงบ้านก็ไม่มา ไม่ให้ความร่วมมือ เนื่องจากทางโรงพยาบาลสั่งไว้ ตอนนั้นจึงมืดแปดด้าน

"ติดต่อโรงพยาบาลเกือบทุกแห่ง ไม่ค่อยได้รับความร่วมมือเท่าไหร่ เพราะภาพเขามองเราเป็นพ่อค้า ครั้งหนึ่งเคยโทรไปบอกหมอที่ศูนย์แห่งหนึ่งว่า เราทำขาเทียมพับเพียบได้ ไขว่ห้างได้ อยากจะขอที่ทดลอง เขาก็ปฏิเสธ ไปหลายโรงพยาบาลเขามองหน้าเราเหมือนดูถูก เหมือนกับพ่อค้าไปหากิน แต่หลักชัยของผมมี คือ ต้องทำถวายในหลวง ตอนนั้นผมเจอใครก็ถือว่าเป็นอาจารย์ เพราะเราไม่มีความรู้"

ประธานชมรม เล่าว่า เคยมีเจ้าหน้าที่มาพูดกับตนทำนองว่า "พี่ทำแต่เท้าเทียมกับข้อเข่ามาให้ก็พอแล้ว พี่อย่าไปคิดให้เสียเวลาเลย ถ้าคิดจะทำมันไม่ถึงพี่หรอก เขาก็ทำกันแล้ว หมายถึงฝรั่งเขาก็ทำกันแล้ว ถ้าพี่ทำได้อย่างที่พี่คิดนะ คือ ทำขาเทียมให้เหมือนกางเกงสำเร็จรูปที่ผู้พิการมาแล้วใส่กลับได้เลย เขาบอกว่าถ้าพี่ทำได้อย่างที่พี่คิดนะ อันแรกของโลกเลย"

"คำพูดนี้จำได้แม่นเลย แต่ไม่ท้อเพราะหลักชัยเรามี เราจะทำถวายในหลวง สำเร็จวันไหนจะกลับไปถามเลยว่านี่อันแรกของโลกไหม เราเสียเวลากับการตระเวนหาโรงพยาบาลทดลองอยู่ 2 เดือน และเริ่มทำเท้าเทียมออกมาเหมือนของนอก แต่ของนอกทำเป็นไส้ไม้ ซึ่งไส้ไม้ลงน้ำแล้วผุ เราเห็นข้อบกพร่อง แล้วเปลี่ยนใหม่ ขึ้นโมพลาสติกเลย เพราะโรงงานฉีดยูริเทนเรามี เราก็ทำพิมพ์ออกมา ให้นักศึกษาศิลปากรปั้นเท้า ทำแบบเท้าหลายๆ แบบ แล้วก็ให้มัณฑนศิลป์ช่วยปั้นขาเทียม ได้เท้าเทียมและหน้าแข้งขาเทียมเสร็จแล้ว เราก็เอามาหล่อพิมพ์ที่โรงงาน"

ขาเทียมที่ไม่มีในตำราฝรั่ง

ประธานชมรม บอกว่า โมพลาสติกคิดแล้วตก 30,000-50,000 บาท ซึ่งโมเกือบ 20 ชุด ถ้าคิดเป็นเงินก็ต้องใช้เป็นล้าน แต่ชมรมไม่ต้องเสียสักบาท แม่พิมพ์ทำตรงนี้ พิมพ์ทรายทำตรงนี้ น้ำเหล็กไปเอาโรงงานโน้น ใครมีโรงงานสปริงเรียกมา ช่วยๆ กัน ใครฉีดอะลูมิเนียมเรียกมา ใครมีโรงงานยางเรียกมา ทุกอย่างทำเป็นแม่พิมพ์หมดเลย ถ้าคิดกันเป็นเงินแล้ว 2 ล้านก็เอาไม่อยู่

"จะใกล้เดือนธันวาคมแล้ว ยังหาขาเทียมทดลองไม่ได้ เลยกลับไปเพชรบุรี เราเป็นคนที่นั่น และก็เป็นนายกสมาคมนักเรียนเก่าคงคาราม กลับไปหาผู้ว่าสมัยนั้น บอกท่านว่าจะทำขาเทียมให้กับคนเพชร โดยไม่คิดสตางค์ ท่านก็สนับสนุน ท่านก็ให้สาธารณสุขจังหวัดและประชาสังเคราะห์จังหวัดไปสำรวจมา ใครขาขาด นัดมาพันผ้าเฝือก ได้คนพิการ 5-6 คน"

ในที่สุดก็ทันถวายในหลวง 5 ธันวาเช่ารถบัสไป เกณฑ์คนไปไม่ได้หลับได้นอน เพราะมีความตั้งใจที่จะทำให้คนพิการเพื่อถวายในหลวงด้วยความภาคภูมิใจ พอไปถึงคนพิการมากันเต็มเลย ชมรมขนของไปวางเต็มไปหมด เครื่องไม้เครื่องมือ เป็นเครื่องมือช่างทั้งนั้น ไม่มีเครื่องมือเกี่ยวกับการแพทย์เลย คนพิการก็คงตกใจ จะมาทำขาเทียม แต่ทำยังกับจะมาทำโรงงานอุตสาหกรรม

"ด้วยความที่ไม่เคยทำ ทุกอย่างมันก็ไม่เข้ามือ ซึ่งเราคิดว่าวันนั้นจะทำได้สัก 50 ขา แต่การที่เราไม่เคยทำมาก่อน ประสบการณ์แต่ละคนแทบไม่มีเลย มีแต่ใจเท่านั้นที่เต็มร้อย วันนั้นขลุกขลักฉุกละหุก จับของอะไรก็ไม่ถูกไม่เข้ามือ ทำกันไปถึง 4 โมงเย็น ทำได้ขาเดียว แต่ก็โชคดีว่าใส่แล้วเดินได้ ก็ยังถือว่ายังได้ถวายท่านในวันนั้น เรากลับมา เราก็พัฒนาแก้ไขขาเทียมของเราทำได้ทุกชนิด ขาดตั้งแต่นิ้วโป้ง ฝ่าเท้า ข้อเท้า ใต้เข่า เสมอเข่า เหนือเข่า ขาดถึงสะโพก แล้วก็ขาพิการมาตั้งแต่กำเนิด ก็ทำได้ คือไม่ต้องไปตัดขาหรือทำอวัยวะชิ้นส่วนของเขาให้เสียหาย สิ่งที่เราทำคือเสริมให้เขาเดินได้ ให้ชีวิตใหม่เขา"

จากความสำเร็จของการทำขาเทียมนี้เอง ทางชมรมจึงได้รับเชิญไปถึงเมืองจีน มีการถ่ายวิดีโอทุกขั้นตอน ตั้งแต่ทำเฝือก ทำเท้าเทียม สอนหมดกระบวนการไม่ปิดบัง เพราะชมรมถือว่าคนได้เรียนรู้มากก็ช่วยเหลือสังคมได้มาก ไม่ใช่เฉพาะคนไทย คนจีน ใครก็ได้ แม้แต่คนจากประเทศอังกฤษก็มา ดูจากเวบไซต์ เนื่องจากใส่ขาเทียมที่อังกฤษใส่ไม่ได้เจ็บไปหมด เมื่อได้ขาเทียมฟรีจากชมรมไป ปรากฏว่า ใส่ได้สบาย

"ไม่ใช่แค่คนไทยเท่านั้นที่ได้ช่วยเหลือเขา นึกถึงคนมีความทุกข์มา พอเราช่วยเขาได้เห็นรอยยิ้มเขา เป็นสิ่งที่เรากลับไปแล้วฝันหวานเลยว่าเราได้ช่วยเขา เรามีความสุขที่มีส่วนทำให้เขาไม่เจ็บปวดและเดินได้ ตอนนี้ผลงานทุกชิ้นของชมรมจดลิขสิทธิ์เรียบร้อย เหมือนกับว่าเป็นสิ่งที่ป้องกันจากคนที่มาหาผลประโยชน์เท่านั้นแหละ คือ มาเอาไปทำกันเถอะ แต่อย่าเอาไปแสวงหาผลประโยชน์เลย"

ความภาคภูมิใจที่ให้รอยยิ้มด้วยขาเทียมนั้น ไม่เฉพาะคนพิการขาขาดเท่านั้น ชมรมนักพัฒนาอุตสาหกรรมไทย ยังได้ช่วยเหลือช้างที่พิการขาหัก ที่โรงพยาบาลสัตว์กำแพงแสน ด้วยการทำเฝือกยืนให้ช้างทรงตัว เพื่อให้หมอได้ทำการรักษาแผลได้สะดวกและสุนัขพิการขาหลังสองข้างแถวคลองเตย ทุกวันนี้ก็สามารถวิ่งได้ด้วยขาเทียมจากชมรมเช่นกัน

"เทคโนโลยีของชมรม เป็นเหมือนกางเกงสำเร็จรูป เป็นขาเทียมระบบใหม่ ไม่มีในตำราฝรั่ง เพราะผมโตมาจากจินตนาการ ขาเทียมอย่างนี้ของคนไทยคิด ประกอบให้ผู้พิการด้วยตัวเราเอง เราพัฒนามาหลายๆ อย่าง ทำครบวงจร ในโลกคงไม่มี คนงานผมเด็ก ป.4 ทั้งนั้นที่มาช่วยกันทำ แต่เป็นขาเทียมที่บอกสังคมไทยได้ว่า ขาเทียมอย่างนี้เป็นต้นแบบของผู้พิการในอนาคต"

ทุกวันนี้เส้นทางเดินของชมรมสมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว แต่กว่าจะมาถึงขั้นนี้ได้ จะต้องเผชิญและฝันฝ่าอุปสรรคมากมาย ขาเทียมนี้คือเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ประหยัด ใช้เครื่องมือน้อยที่สุด สามารถไปถึงถิ่นธุรกันดารเพื่อคนพิการขาขาดได้ทุกหนแห่ง

นอกจากขาเทียมภูมิปัญญาไทย ผลงานของชมรมยังทำไม้เท้าคลำทาง และอุปกรณ์เขียนหนังสือเบรล มอบให้คนตาบอดทั่วประเทศจำนวน 7,000 ชุด, ทำไม้เท้าคลำทางและอุปกรณ์เขียนหนังสือเบรล มอบให้นักกีฬาคนพิการนานาชาติ จีน ลาว มาเลเซีย, ทำขาเทียมเพื่อถวายพระบาทสมเด็จเจ้าอยู่หัวเนื่องในวโรกาส ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ จำนวน 120 ขา, ทำขาเทียมประเทศจีน จังหวัดยูนนาน เมืองคุนหมิง 9 คน 11 ขา, แจกไม้เท้าผู้สูงอายุ 100 ปี สมเด็จย่า และ 12 สิงหาคม 2543 จำนวน 500 ชุด และแจกไม้เท้าผู้สูงอายุ 5 ธันวาคม 2543 จำนวน 10,000 ชุดทั่วประเทศ

มาถึงวันนี้ ผู้พิการขากว่า 500 ชีวิตแล้ว ที่มีรอยยิ้มแท้จากขาเทียม ที่ผลิตโดยภูมิปัญญาของคนไทย และรอยยิ้มแท้นี้ก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่สิ้นสุด

ข่าวจาก นสพ.กรุงเทพธุรกิจ

[หน้าแรก] [ชมรม]