จากนิตยสารแสงอรุณ 
                                                             ดุลยภาพในความงดงามของชีวิต
             ขาเทียมแบบไทย ทำด้วยใจ ใช่การค้า
    ในสังคมปัจจุบันมนุษย์ทุกคนล้วนต้องดิ้นรนพึ่งตนเองเพื่อความอยู่รอด ต่างพากันมุ่งหวังที่จะสร้างฐานะของตนให้เป็นปึกแผ่นมั่นคงในหน้าที่การงานเป็นเรื่องหลัก ด้วยอาการดิ้นรนทำมาหาเลี้ยงชีพทำให้ในบางครั้งก็หลงลืมไปว่า ยังมีคนด้วยโอกาสกว่าตนอีกตั้งมากมายรายรอบตัวที่ต้องการความช่วยเหลือ และแทบจะไม่เคยสะกิดใจเลยว่า บุคคลเหล่านั้นล้วนเป็นเพื่อนมนุษย์ที่ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
    ด้วยเจตจำนงแน่วแน่ที่ต้องการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันนี้เอง จึงนำมาสู่การรวมตัวจัดตั้งกลุ่มคนที่ทำโรงงานอุตสาหกรรมฯจำนวนหนึ่งขึ้น เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2538 เป็น "ชมรมนักพัฒนาอุตสาหกรรมไทย" (The Industrialist Development Forum) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกจาก 103 โรงงาน ที่ดำเนินกิจการต่าง ๆ กัน อาทิโรงงานจักรยาน โรงงานสร้างเครื่องจักร โรงงานหล่อเหล็ก โรงงานทำน๊อตและสกรู โรงงานพลาสติก โรงงานฉีดอะลูมิเนียม โรงกลึง โรงงานยาง ฯลฯ
    การรวมตัวกันครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการถ้อยทีถ้อยอาศัยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการทำธุรกิจร่วมกัน ก่อให้เกิดเป็นสายสัมพันธ์อันดีงามต่อกันในกาลต่อมา
    หลายต่อหลายโครงการที่ "ชมรมนักพัฒนาอุตสาหกรรมไทย" ได้ร่วมกันคิดและทำให้งานสำเร็จเป็นรูปธรรมออกมา ยกตัวอย่างเช่น
    ปี พ.ศ. 2539 สร้างเครื่องจักร จำนวน 13 เครื่อง สำหรับโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เป็นเครื่องบดเห็ดหลินจือ เครื่องตัดกระป๋อง สกรูอัดแกลบ และปั๊มน้ำ
    ปี พ.ศ. 2540 สร้างเครื่องจักรสำหรับโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา อีกจำนวน 14 เครื่อง เป็นเครื่องทำกระดาษสา เครื่องตีเกลียวเชือก เครื่องบดปุ๋ยและปั๊มน้ำ
    ไม่เพียงแต่ที่กล่าวมาเท่านั้น "ชมรมนักพัฒนาอุตสาหกรรมไทย" ยังได้ประดิษฐ์ไม้เท้าสำหรับผู้สูงอายุและอุปกรณ์เขียนตัวอักษรเบรล์ลเพื่อแจกให้กับคนตาบอดทั่วประเทศอีกด้วย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้เราติดตามความเคลื่อนไหวและสนใจในกิจกรรมของชมรมฯ นี้เป็นพิเศษก็คือ โครงการทำขาเทียมเพื่อคนพิการ โดยที่ คุณวุฒิวงศ์  โต๊ะทอง หนึ่งในสมาชิกชมรมฯ บอกเล่าแก่เราเกี่ยวกับการทำขาเทียมนี้อย่างน่าฟังทีเดียว
    "การทำขาเทียมตรงนี้ เราได้เริ่มคิดค้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2541 และได้ทำอย่างครบกระบวนการคือ คิดเอง ทำเอง ประกอบเอง ติดตามผลงานด้วยตนเอง จึงเรียกได้ว่าครบวงจร เมื่อเราต้องเอาหัวใจเข้าไปทำ จึงทำให้การพัฒนาก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อย ๆ ถ้าเกิดมีปัญหาติดขัดอะไรเราก็สามารถแก้ไขได้ตรงนั้น ทั้งนี้กระบวนการทำขาเทียมที่เราคิดค้นขึ้นนี้เป็นวิธีการที่ง่าย การสัมผัสกับเนื้อก็นิ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการประกอบขาเทียมมีเพียงสว่าน 1 ตัว กับคัตเตอร์อีก 1 เล่ม ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องง่าย ถ้าเราจะหิ้วกระเป๋าสักใบแล้วพร้อมที่จะไปไหนก็ได้ ขอให้มีไฟที่จะทำเพียงอย่างเดียวก็พอ เหมือนกับกางเกงสำเร็จรูปที่ขาขาดตรงไหนก็มาวัด จะเอาขนาดไหน เอวเท่าไร ยาวเท่าไร ก็สามารถแก้ไขได้เลย กรณีขาเทียมก็ไม่ต่างอะไรกันมากนักถ้าขาขาดใต้เข่าจะใช้เวลาในการต่อประมาณ 3 ชั่วโมง เหนือเข่าก็ประมาณ 5 ชั่วโมง  คนที่ทราบข่าวในเรื่องนี้สามารถมาทำขาเทียมที่นี่ โดยมาเช้าแล้วเย็นใส่กลับบ้านไปได้เลย
    "ผมพยายามบอกว่านี้เป็นวิธีการใหม่ในโลก เป็นการประหยัดต้นทุน จึงน่าที่จะนำไปใช้ ผมเองไม่ได้ทำมาเพื่อขาย จึงไม่หวง หากใครต้องการรู้ในเรื่องรายละเอียด ข้อมูลเพิ่มเติม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังคงมีสิ่งหนึ่งที่มาบดบังทำให้การทำงานล่าช้าลงไปบ้าง นั่นก็คือเรากำลังทำในสิ่งซึ่งเขาทำ ๆ กันอยู่ ที่ต่างก็บอกว่าทำเพื่อการกุศล แต่ข้อเท็จจริงแล้วเรารู้ไม่ได้เลยว่าการกุศลจริงหรือว่าอย่างอื่น สำหรับเราแล้วทำขึ้นมาด้วยใจเพื่อแจกให้เปล่า ด้วยเหตุนี้เองจึงกระทบกระเทือนโดยตรงกับคนที่ประกอบอาชีพทำขาเทียม และแน่นอนเมื่อเราไปกระทบกระเทือนเขา เราก็จำเป็นจะต้องหลีกออกมา
    "แต่เหนือสิ่งอื่นใด ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมาก็เป็นเสมือนบทพิสูจน์ความสำเร็จว่าเราทำได้จริง ๆ จะเห็นได้จากการที่มีชาวต่างชาติเข้ามาอบรมร่วมกับเรา เราสามารถที่จะสอนผู้ผลิตขาเทียมเหล่านี้ให้เขาได้มีความรู้เพิ่มขึ้นอย่างพม่าที่ทำขาเทียมมากว่า 20 ปี ศรีลังกา 22 ปี กัมพูชา 16 ปี ลาว 19 ปี เนปาล 12 ปี ทุกคนในที่นี้ถ้าถามเรื่องความชำนาญแล้วไม่มีใครบอกว่าตัวไม่ชำนาญ แต่ความชำนาญนั้นก็เป็นไปตามวิธีการสอนแบบฝรั่ง เมื่อมาอบรมที่เราภายในระยะเวลาเพียง 10 วัน เราสามรถถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับเขาใหม่ได้ ซึ่งต่างคนต่างก็ร้องเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่น่าเชื่อว่าวิธีการง่าย ๆ อย่างนี้จะมีอยู่จริง
    "ผมจึงรู้สึกภูมิใจมากที่มีโอกาสได้เป็นส่วนหนึ่งในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการทำขาเทียมให้ทุกคนรับรู้
    "โครงการฝึกอบรมทำนองนี้จะเป็นโครงการนำร่องไปสู่ระดับของสหประชาชาติ ปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงดำเนินการ อย่างในเมืองไทย ถ้าเราสามารถผลิตบุคลากรใน 76 จังหวัดโดยสร้างขึ้นอำเภอละ 1 คนให้ประกอบขาเทียม ทำขาเทียมได้ จังหวัดที่มีมากก็เพิ่มเป็น 2 คน 3 คน ใช้เวลาอบรมแค่ 10 วันก็สามารถทำขาเทียมได้แล้ว ถ้าเรามีทุกหมู่บ้านได้ยิ่งดี ผลที่จะตามมาก็คือคนที่ขาขาดจะไม่มีปัญหาเลย เพราะเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น เขาก็จะเดินเข้าไปหาในหมู่บ้านของเขาซึ่งเป็นเรื่องที่ง่ายมาก เป็นการกระจายให้เพียงพอต่อความต้องการ
    "การทำขาเทียมไม่ใช่การทำเพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในวันนี้เท่านั้น เพราะที่ทำไปแล้วก็ต้องมีวันกลับมาซ่อมแซมใหม่เมื่อเกิดการชำรุด หรือกรณีในอนาคตที่จะต้องเกิดใหม่ขึ้นมาอีกเราก็ต้องทำฉะนั้นถ้าเราจะมายึดอยู่กับอค์กรที่มีอยู่ตามโรงพยาบาลเพียงน้อยนิด ขาเทียมก็เลยเป็นเรื่องที่ยากเย็นเข็ญใจ แต่ถ้าเราใช้วิธีการข้างต้น ขาเทียมที่ว่ายากก็จะกลับกลายเป็นเรื่องง่ายและสามารถที่จะเรียนรู้ได้ แล้วปัญหาต่าง ๆ ก็จะหมดไปในที่สุด"

 จะทราบได้อย่างไรว่าขาเทียมที่ทำอยู่นี้จะทันกับความต้องการของคนพิการในประเทศซึ่งมีค่อนข้างมาก
    "ประเทศไทยมีคนพิการขาด้วนไม่เกินราว 5 หมื่นคน เฉลี่ยต่อจังหวัดไม่เกิน 100 คน ตรงนี้ถ้าเราผลิตทีเดียว 5 หมื่นขาและมีคนรับบริการทุกจังหวัด ก็สามารถจะทำได้ เพราะเรามีระบบอย่างอุตสาหกรรมรองรับได้ 5 หมื่นกว่า ถามว่าลงทุนเยอะไหม คำตอบก็คือไม่เลย เรากระจายมาแต่ละโรงงาน คนที่พร้อมจะร่วมมือก็มีมาก ยกตัวอย่าง สแตนเลสไม่มี คนที่จะอาสาซื้อสแตนเลสเราก็มีเยอะ อะลูมิเนียมไม่มีก็มีคนที่จะเอามาให้ เมื่อเรามีวัตถุดิบครบครันอย่างนี้ ขาเทียมจึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป"

ชมรมนักพัฒนาอุตสาหกรรมไทย มีการผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่มกันเพื่อทำโครงการนี้ได้อย่างไร
    "ส่วนใหญ่เป็นคนที่มาจากลูกค้าที่สนิทสนม หรือไปดูงานต่างประเทศด้วยกัน แล้วมีแนวความคิดที่เหมือนกันมาช่วยเหลือกัน คนในชมรมฯ ทุกคนเรียกได้ว่าเป็นคนที่สู้มาด้วยชีวิต เริ่มต้นมาจากความลำบากแล้วสู้มาจนกระทั่งเป็นเจ้าของโรงงาน มีกิจการเป็นของตนเองเล็กบ้างใหญ่บ้างแต่บอกได้ว่าทุกคนมีความมุมานะมีความรู้และประสบการณ์มาก เมื่อมองเห็นเช่นนี้จึงชวนกันว่าเราควรมาทำประโยชน์เพื่อสังคมกันแล้วทุกคนก็เห็นพ้องด้วย
    "พวกเราทำอย่างนี้มาไม่รู้กี่โครงการแล้ว และที่ผ่านมาก็ทำกันอย่างมีความสุข ปีนี้เป็นปีที่ 7 ทำและบริจาคขาเทียมกว่า 700 ขา   ตอนนี้มีโครงการใหม่เข้ามาที่ค่อนข้างหนักก็คือ โครงการขยะ"

คนพิการที่จะมาขอรับบริจาคขาเทียมจะต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง
    "อย่างแรกก็คือต้องขาขาด และเราต้องรู้ว่าเขามีขาเทียมใช้หรือยัง เพราะตอนนี้มีคนทำขาเทียมเยอะ ฉะนั้นคนพิการบางคนจะมีขาเทียมมากกว่า 1 อัน ดังนั้นเวลาคนที่ต้องการขาเทียมมารับบริจาคเราก็จะถามว่า ขาของเขานั้นขาดมานานหรือยัง ปัจจุบันใช้อะไรอยู่ และที่มีอยู่เดิมนั้นใช้ได้ไหม ถ้าใช้ได้เหตุใดจึงไม่ใช้ ในกรณีที่อันเดิมใส่แล้วเจ็บ ก็เอามาให้เราซ่อมแซมเพื่อให้ใส่ได้ดังเดิมโดยที่ไม่เจ็บเราก็จะทำให้ หรือถ้าใครที่ไม่มีจริง ๆ เราก็ทำให้ภายในวันนั้นเลย"

นอกจากขาเทียมที่ทำอยู่นี้ ได้ข่าวมาว่าทางชมรมฯ มีโครงการที่จะสร้างรถกำจัดขยะถาวรขึ้น อยากให้เล่าถึงรถกำจัดขยะถาวรว่าเป็นมาอย่างไร
    "ตั้งแต่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ผมเชิญนักสิ่งแวดล้อมมาดูเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2545 ดูแล้วทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าดี และเห็นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจริง แต่ทุกคนนึกไม่ออกว่าขบวนการจะเป็นอย่างไรเห็นแต่เพียงว่าเมื่อขยะถูกแยกออกแล้วนำมาเข้าเครื่องนี้จะดีมาก แต่ไม่มีใครร่วมมือหรือเสนอที่จะเข้ามาช่วยเหลือในด้านใดเลย ครั้งที่สองเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2545 ก็เชิญมาอีกแต่แล้วผลก็เป็นเช่นเดิม ผมจึงมานั่งคิดว่าขนาดคนระดับนั้นที่มีหน้าที่ดูแลเรื่องขยะจริง ๆ ยังไม่มีใครเห็นช่องทางและคิดได้ในเรื่องนี้เลย จึงเป็นเรื่องยากถ้าเราจะมัวมานั่งอธิบายให้คนอื่นที่ไม่ได้เรียนมาทางนี้โดยตรงฟังแล้วเกิดความเข้าใจได้
    "เผอิญมาวันหนึ่งผมนั่งฟังวิทยุ แล้วได้ยินเรื่องที่ทหารทำ Mobile Kitchen คือรถที่สามารถเคลื่อนตัวไปทำอาหารให้ทหารทั้งกองพันกินได้ จึงเกิดความคิดขึ้นมาในทันทีทันใดนั้นว่า เราจะต้องทำ โมบายด์ ขยะขึ้นมาบ้าง เพื่อที่จะนำไปสอนเด็กนักเรียน ถ้าเราแยกแยะขยะให้เขาเห็น และได้เข้าใจว่าขยะที่แยกออกมานั้นสามารถนำไปทำอะไรที่น่าจะเป็นประโยชน์ได้บ้าง ให้เห็นว่าทุกอย่างนั้นมีประโยชน์ถ้าเรารู้จักคิดและรู้จักใช้มัน และเมื่อทุกอย่างเป็นประโยชน์จริง การกำจัดขยะก็เกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์"

เหตุใดจึงคิดถึงเรื่องกำจัดขยะนี้ขึ้นมา
    "เหตุที่ว่าปัจจุบันนี้ทั่วโลก ไม่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น ที่มีปัญหาเรื่องขยะ เพราะเมื่อประชาชนมากขึ้นขยะก็มีมากขึ้นตามมาด้วย ทำให้การกำจัดขยะทำได้ไม่ทัน ยิ่งในประเทศไทยใช้วิธีการกำจัดขยะโดยการผูกปากถุงให้มิดตั้งไว้ข้างถนน เสร็จแล้วก็นำไปโยนทิ้งในที่ซึ่งไกลหูไกลตา ที่นั้นจะเน่าจะเหม็นเช่นไรก็ไม่สนใจ เราทำกันแบบนี้ ฉะนั้นในสังคมทุกวันนี้เราแทบจะหาความเป็นธรรมไม่ได้เลย

ทำมาจนถึงตอนนี้แล้วรู้สึกเหนื่อยหรือว่าท้อแท้บ้างไหม
    "ไม่เหนื่อยเลย เพราะที่ทำนี่ผมทำขึ้นมาด้วยใจทั้งสิ้น อย่างขาเทียมนี้วัตถุดิบก็ไม่ใช่ตัวปัญหา เมื่อเรามีแม่พิมพ์อยู่แล้วจะทำสักกี่พันกี่หมื่นอันก็ได้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้ผมมีความสุข ความสุขที่มีก็เกิดมาจากสุขที่เราได้ทำ ได้ช่วยเขา และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างครบวงจรทุกขั้นตอนและกระบวนการเป็นความปลื้มใจที่เกิดมาชาติหนึ่งได้ทำประโยชน์ให้กับสังคมถึงแม้จะช้าไปบ้าง แต่นี้ก็คือธรรมะอย่างหนึ่งที่สอนให้เรารู้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเป็นไปตามกาลเวลา ไม่ต้องไปรีบเร่ง เมื่อถึงเวลาสิ่งต่าง ๆ ก็จะมาเอง จะได้แค่ไหนเราก็ต้องภูมิใจว่าสิ่งที่เราทำนั้นไม่ได้หวังเพื่อผลประโยชน์ ไม่หวังเรื่องการมีชื่อเสียง สิ่งที่ได้รับจึงถือเป็นการช่วยสังคมไปด้วย ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นคน"
    ปัจจุบันนี้ ชมรมนักพัฒนาอุตสาหกรรมไทย ยังคงสานโครงการซึ่งทำไว้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เป็นไปตามความตั้งใจจริงที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์และช่วยให้คนพิการสามารถเดินได้ตลอดจนทำมาหาเลี้ยงชีพได้อย่างคนปกติ แล้วเราซึ่งเป็นคนที่เรียกว่า ปรกติ น่าที่จะหันหน้าเข้าหากันแล้วร่วมกันทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยที่ไม่ต้องรอวันพรุ่งนี้ให้สายเสียก่อน
    ถ้าคิดว่าสิ่งที่ทำนั้นดี ก็ทำไปเถอะ ทำเสียแต่วันนี้เพราะพรุ่งนี้เราเองอาจไม่มีโอกาสทำแล้วก็ได้
            จากเรื่องเด่น เดือนฉายผู้ชนะ  ภู่ประเสริฐ

[หน้าแรก] [ชมรม]